สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

ในวาระครบ  ๑๕๐  ปี ของการเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ในพุทธศักราช ๒๕๖๑ นี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาจึงได้ดำเนินการเสนอชื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ตามหลักเกณฑ์การเสนอชื่อบุคคลสำคัญและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ผ่านกระทรวงศึกษาธิการเพื่อเสนอชื่อต่อองค์การเพื่อการศึกษา  วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
(ยูเนสโก) เพื่อประกาศยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกต่อไป


๑. ชื่อเหตุการณ์

- ครบ ๑๕๐ ปี การเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน : สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
(ช่วง  บุนนาค) 

. การวางแผนการเฉลิมฉลอง

๓. ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

         ๓.๑ ความหมายและความสำคัญของตำแหน่ง “ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน”

“ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน” เป็นตำแหน่งบุคคลหรือคณะบุคคลที่ปฏิบัติงานหรือใช้อำนาจ
ในพระนามพระมหากษัตริย์ กรณีที่พระมหากษัตริย์ยังไม่ทรงบรรลุพระราชนิติภาวะ สวรรคต หรือ ไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจแห่งพระมหากษัตริย์ได้ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินมีอำนาจและทำหน้าที่เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์จนกว่าจะถึงเวลากำหนดให้พระมหากษัตริย์มีสิทธิ์
ในการครองราชย์ตามกฎมณเฑียรบาล “ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน” จึงเป็นตำแหน่งที่สามารถบริหารประเทศ
ในภาวะที่พระมหากษัตริย์ยังทรงพระเยาว์ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ปกครองประเทศได้อย่างสมบูรณ์ ประเทศไทย สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

รัชกาลที่ ๕ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๑๑ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระชนมพรรษา ๑๖ พรรษา และพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในพุทธศักราช ๒๔๑๖ เมื่อทรงเจริญพระชนมพรรษา
๒๐ พรรษา เป็นการบรรลุพระราชนิติภาวะ และทรงสามารถดำรงสิริราชสมบัติอย่างสมบูรณ์

ดังนั้นเมื่อลุถึงพุทธศักราช ๒๕๖๑ จึงเป็นวาระครบรอบ ๑๕๐ ปี การเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

๓.๒ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในประวัติศาสตร์ไทย ก่อนสมเด็จเจ้าพระยา
บรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
 ฯ

ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน มีขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องมาจากขณะนั้นพระมหากษัตริย์ยังทรงพระเยาว์ ถือว่าเป็น “ยุวกษัตริย์” ตามธรรมเนียมโบราณราชประเพณีและหลักสากล หากพระมหากษัตริย์พระชนมพรรษายังไม่ครบ ๒๐ พรรษา ถือว่ายังไม่ทรงบรรลุพระราชนิติภาวะ จึงเป็นช่วงเวลาที่จำเป็นต้องมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินช่วยบริหารดูแลบ้านเมืองแทนยุวกษัตริย์จนกว่าจะทรงบรรลุพระราชนิติภาวะ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินสมัยกรุงศรีอยุธยาในครั้งนั้น คือ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สมุหพระกลาโหม ในระหว่างที่มียุวกษัตริย์คือสมเด็จพระเชษฐาธิราช และสมเด็จ

พระอาทิตยวงศ์ตามลำดับ ต่อมาเจ้าพระยากลาโหมฯได้ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า  สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ขณะเดียวกันได้สถาปนาราชวงศ์ปราสาททองขึ้น ปกครองกรุงศรีอยุธยา แทนพระราชวงศ์เดิม

ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ขณะเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ สมุหพระกลาโหม ได้รับมติจากที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์  ขุนนาง   ข้าราชการ  ให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ผู้ทรงได้รับอัญเชิญเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑ ยังทรงพระเยาว์  มีพระชนมพรรษา ๑๖ พรรษา และขณะนั้นเป็นเวลาที่ทรงพระประชวรหนัก พระอาการเป็นที่น่าวิตกอย่างยิ่ง  ทั้งยังเกิดความหวาดวิตกในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางบางส่วน เกรงว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยสมัยกรุงศรีอยุธยาแต่การณ์กลับปรากฏว่า  นับตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ สืบมาตลอดระยะเวลาการเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของสมเด็จเจ้าพระยาฯ นั้น  เหตุการณ์บ้านเมืองเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากบทบาทและปรีชาสามารถในการบริหารบ้านเมืองของสมเด็จเจ้าพระยาฯ

๓.๓  การได้รับเลือกและแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของสมเด็จเจ้าพระยา
บรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

ในปลายรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา  ๖๐  พรรษา เป็นช่วงเวลาที่ข้าราชการผู้ใหญ่ของแผ่นดินหลายคน ได้แก่ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต) แห่งตระกูลบุนนาคต่างถึงแก่พิราลัย และต่อมาพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ ๒ องค์รัชทายาทก็เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงสถาปนาผู้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทสืบราชสันตติวงศ์   

การที่บ้านเมืองสูญเสียบุคคลสำคัญหลายท่านดังกล่าว  เป็นที่ประจักษ์ในเวลานั้นว่า  
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ขณะเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ สมุหพระกลาโหม เป็นผู้มีอำนาจและมีบทบาทสำคัญในราชการแผ่นดินทั้งปวงรองมาจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในระหว่างนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฝึกฝนสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ให้ปฏิบัติราชการบ้านเมืองอย่างเข้มแข็งใกล้ชิดพระองค์ เพื่อให้ทรงรับทราบพระบรมราโชวาทและพระบรมราโชบายในกิจการบ้านเมือง ต่อมาในพุทธศักราช ๒๔๑๐ เมื่อทรงสถาปนาพระอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ

เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ให้ทรงกรมเป็น  “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ” ทรงกำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหน้าก็ได้ทรงมอบหมายให้อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งแจ้งพระราชประสงค์และข้อหารือราชการไปยังสมเด็จเจ้าพระยาฯ อยู่เนืองนิตย์  เพื่อฝึกราชการและให้มีความสนิทสนมคุ้นเคยอันจะส่งผลให้ทรงได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จเจ้าพระยาฯ 
ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่เพียงผู้เดียวที่มีอำนาจบารมีสูงในขณะนั้น

                         พุทธศักราช  ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่ตำบลหว้ากอ  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่ทรงคำนวณไว้ล่วงหน้า ๒ ปี ว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑  อย่างแม่นยำ๑  หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับมาพระนครทรงพระประชวรไข้ป่าและมีพระอาการหนักขึ้น ๆ   อีกทั้งเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถซึ่งตามเสด็จด้วยก็ทรงประชวรเช่นเดียวกัน สมเด็จเจ้าพระยาฯ จึงเรียกประชุมเสนาบดีทั้งปวงให้เตรียมพร้อมไม่อยู่ในความประมาท สั่งการให้ตั้งกองทหารล้อมพระตำหนักที่ประทับ
ของเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถไว้ด้วย เช้าวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสสั่งให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวงษาธิราชสนิท สมเด็จเจ้าพระยาฯ และเจ้าพระยาภูธราภัยเข้าเฝ้า ฯ  

มีพระราชดำรัสว่า “...ท่านทั้ง ๓ กับพระองค์ได้ทำนุบำรุงประคับประคองกันมา  บัดนี้กาละจะถึงพระองค์แล้วขอลาท่านทั้งหลายในวันนี้ ขอฝากพระราชโอรสธิดาอย่าให้มีภัยอันตราย หรือเป็นที่กีดขวางในการแผ่นดิน 
ถ้ามีผิดสิ่งไรเป็นข้อใหญ่ ขอแต่ชีวิตไว้ให้เป็นแต่โทษเนรเทศ ขอให้ท่านทั้ง ๓ จงเป็นที่พึ่งแก่พระราชโอรสธิดาต่อไปด้วยเถิด...”
 พร้อมทั้งมีพระราชดำรัสขอให้ผู้ใหญ่ทั้ง ๓ ท่าน ช่วยกันดูแลบ้านเมืองต่อไปให้ทูล
พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่  เอาธุระรับฎีกาของราษฎรผู้มีทุกข์ร้อนดังที่พระองค์เคยปฏิบัติมา โดยไม่ทรงเอ่ยว่าจะให้ผู้ใดขึ้นครองราชย์แทนพระองค์

หลังจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว ที่ประชุมเสนาบดีและพระบรมวงศานุวงศ์ได้อัญเชิญเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ  ขึ้นเป็น พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๕  แต่เนื่องจากเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ฯ ยังทรงพระเยาว์ ไม่ทรงสามารถปกครองบ้านเมืองได้ด้วยพระองค์เอง ที่ประชุมเห็นว่า ควรมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินบริหารประเทศไปพลางก่อน จนกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงบรรลุพระราชนิติภาวะ ดังนั้นที่ประชุมประกอบด้วย พระบรมวงศานุวงศ์  พระราชาคณะที่เป็นพระราชวงศ์และเสนาบดีผู้ใหญ่ทั้งหลายรวม ๒๐ ท่าน  จึงลงมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้งให้สมเด็จเจ้าพระยาฯ ขณะเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน  ทั้งนี้เนื่องจากสมเด็จเจ้าพระยาฯ 

เป็นขุนนางผู้ใหญ่ของไทยที่สำคัญยิ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ได้ศึกษาตามธรรมเนียมไทยและวิทยาการสมัยใหม่ของตะวันตก เป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลรับราชการมีบทบาทสำคัญในการเมืองการปกครองของไทย 
ด้านการทหาร การคลัง การต่างประเทศตั้งแต่รัชกาลที่ ๒ ต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๔ โดยเฉพาะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการอัญเชิญกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๓  และ วชิรญาณภิกขุขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๔  สิ่งสำคัญที่สุดคือ สมเด็จเจ้าพระยาฯ มีบทบาทสำคัญยิ่งร่วมกับพระมหากษัตริย์ในการทำให้บ้านเมืองสามารถรักษาเอกราชและอธิปไตยของประเทศไว้ได้ในยามที่จักรวรรดินิยมตะวันตกแผ่อิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้



เพิ่มเติม...